บทที่ 4 พันธะร้อน วิวาห์สวาท EP4
แสดงแดดในยามบ่ายของปลายเดือนพฤษภาคม ทำให้ไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศทำงานอย่างหนัก เนื่องจากไม่อาจสู้ไอแดดที่แผดเผาจากนอกตัวรถคันหรูได้ นัยน์ตากลมใสราวกับลูกแก้ว ถูกบดบังความงดงามจากแว่นตาดำกรอบใหญ่ ซึ่งถูกหยิบมาสวมใส่ป้องกันแสงแดดสีแสด ที่ร้อนผ่าวราวกับอยู่หน้าเตาอบ
เสียงจิ๊จ๊ะไม่สบอารมณ์เพราะการจราจรไม่คล่องตัว ดังให้ได้ยินตลอดเส้นทางที่รถคันเล็กแต่สุดจะหรูเคลื่อนตัวไป จนกระทั่งความอดทนเพียงน้อยนิดเริ่มหมดลง เมื่อสายตาพลันเห็นรถยี่ห้อดังกลางเก่ากลางใหม่ ขับปาดมาอยู่ด้านหน้าของเธอเสียจนต้องเบรกรถกะทันหัน จนตัวโก่งหน้าแทบจะทิ่มกับพวงมาลัย
ไวเท่าความคิด ฝ่ามือเล็กจัดการกระแทกลงบนพวงมาลัยทันที เสียงแตรรถดังสนั่นอย่างไม่เกรงใจใคร จนบรรดาเจ้าของรถที่อยู่ทางซ้ายและขวา ต่างหันมามองยังเจ้าของรถเป็นตาเดียว แต่นั่นหาได้ทำให้คนซึ่งกำลังโกรธจนลมออกหูอย่างลลิตารู้สึกอายไม่
“แกตายแน่ ไอ้คนไร้มารยาท” สิ้นเสียงลลิตาก็จัดการเปิดประตูฝั่งที่ตัวเองนั่งอยู่อย่างรวดเร็ว เมื่อสายตาเหลือบไปมองแล้วว่ายังมีเวลาให้เธอได้จัดการคนไร้มารยาททางสังคม
เรียวขาเล็กก้าวฉับๆ ตรงไปยังรถคู่กรณีด้วยความเร็ว โดยไม่มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย เพราะคนอย่าง ลลิตาต่อให้เป็นผู้ชายร่างใหญ่ยืนเบ่งกล้ามอยู่ตรงหน้า ก็ไม่สามารถทำให้เธอกลัวได้ ซึ่งทันทีที่เดินไปถึงประตูด้านคนขับ มือเล็กก็จัดการเคาะไปที่กระจกรถอย่างแรง ตามอารมณ์ซึ่งกำลังคุกรุ่น
กระจกถูกกดเลื่อนลงโดยเจ้าของ พร้อมกับรอยยิ้มเจ้าชู้ เมื่อเห็นใบหน้าของคนที่มาเคาะกระจกรถของตัวเอง ที่สวยหยดราวกับนางฟ้าก็ไม่ปาน และเมื่อมองถนนเบื้องหน้า รถรายังติดไม่ขยับเขยื้อน ก็ยังถือว่าพอมีเวลาให้สานสัมพันธ์กับแม่สาวแสนสวยคนนี้เสียหน่อย เจ้าของรถลอบคิดในใจอย่างมีแผน
“ลงมาจากรถเดี๋ยวนี้ ไอ้คนไร้มารยาท” ทันทีที่เจ้าของรถลดกระจกลง ลลิตาก็ไม่รอช้าก่นด่าออกไปอย่างไม่ไว้หน้า ยิ่งเห็นไอ้คนมารยาททรามยิ้มกริ่มด้วยท่าทางกวนประสาท อารมณ์ก็เพิ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นราวกับน้ำที่ถูกต้มและกำลังเดือดปุดๆ อยู่ในกา
ส่วนคู่กรณีที่กำลังตกตะลึงกับความสวยราวกับดารา ริมฝีปากเหยียดยิ้มจนเห็นฟ้าเหลืองๆ เสียเต็มปาก ก็ถึงกับหุบยิ้มแทบไม่ทัน ใบหน้าสะสวยแต่วาจาเผ็ดร้อนราวกับไอแดด ที่แผดเผาและลอดเข้ามาภายในรถจนเม็ดเหงื่อซึมออกมา แต่เมื่อสาวเจ้าอุตส่าห์เดินมาหา มีหรือที่ผู้ชายเต็มร้อยจะไม่ออกไปต้อนรับ
“มีอะไรหรือเปล่าครับ คุณคนสวย” ทันทีที่ก้าวลงจากรถ ก็ไม่วายจะหยอดคำหวานไปให้ตามสไตล์คนเจ้าชู้ แม้จะรู้ว่าตอนนี้หญิงสาวตรงหน้านั้น กำลังจ้องมองมาที่เขาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อเสียอย่างนั้น
สองสายตาสบประสานอย่างคนละความหมาย คนที่กำลังโกรธจนเส้นเลือดปูดอยู่ที่ขมับ ถึงกับกำมือแน่นที่ได้ยินสรรพนามและน้ำเสียงที่คนตรงหน้าเรียกออกมา ส่วนอีกคนที่ถือวิสาสะใช้สายตากวาดมองทั่วเรือนร่างอย่างหยาบโลน ก็ถึงกับยิ้มออกมาอย่างพอใจ เมื่อคนตรงหน้านั้น สวยถูกใจจนแทบอยากจะรวบร่างเข้ามาเชยชมเสียให้ชื่นใจ
“หุบปากเหม็นๆ ของแกไปซะ ไม่เคยแปรงฟันหรือไง หรือว่ามีหมามันเข้าไปตายในปาก ถึงได้เหม็นเน่าขนาดนี้”
คนโดนด่าด้วยวาจาเผ็ดร้อน ถึงกับหุบยิ้มแทบไม่ทัน ไม่กล้าแม้แต่จะเปิดปาก เพราะเริ่มขาดความมั่นใจ เนื่องจากตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยมีใครกล้าว่าเขาแบบนี้มาก่อน แต่เมื่อโดนประณามออกมาแบบนี้ มีหรือคนไม่เคยยอมใครจะยอมอยู่เฉย เดี๋ยวจะสั่งสอนให้รู้ซะบ้างว่ากำลังเล่นอยู่กับใคร
“อะไรกันคนสวย มาถึงก็ด่าเอาด่าเอา มาว่าพี่ปากเหม็นลองจูบกับพี่แล้วหรือไงน้องสาว”
“ขอบใจย่ะที่ชมฉันสวย แต่ฉันไม่หลงคารมปากเน่าๆ ของแกหรอกนะ ไอ้คนไร้มารยาท ก่อนจะเห่าอะไรออกมาหัดสำรวจกลิ่นปากของตัวเองก่อนดีไหม ขนาดยืนอยู่ห่างๆ ยังอยากจะอ้วก”
“นังนี่วอนเสียแล้ว”
“ปากเหม็นแล้วยังมารยาททรามอีก ที่บ้านไม่เคยสอนเรื่องมารยาทหรือยังไง” ลลิตายืนเท้าสะเอวด่าคนตรงหน้าอย่างมันปาก โดยที่สายตาก็ยังคงเหลือบมองตัวเลขสีแดง ซึ่งระบุเวลาว่าเหลืออีกกี่วินาที ที่รถจะเคลื่อนตัวได้
“อ้าวอีนี่ อยากมีเรื่องนักใช่ไหม”
“เออสิ ฉันกลัวแกตายล่ะ ผู้ชายอะไร ปากเหม็น มารยาททราม ทำผิดแล้วยังไม่รู้จักคำว่าขอโทษ หรือว่าสะกดไม่เป็น ตอนเรียนนี่จับฉลากเลื่อนชั้นได้หรือไง ถึงได้สมองหมาปัญญาควายแบบนี้”
สิ้นประโยคเสียงโห่ร้องของบรรดาเจ้าของรถคันอื่นๆ ที่ตอนนี้ลดกระจกลง เพื่อแอบฟังการโต้วาทีที่เผ็ดร้อนฆ่าเวลารถติดไฟแดง ก็ทำให้คนถูกด่าถึงกับหน้าชา เพราะความอับอายและความกรุ่นโกรธ จนแทบอยากจะตบสั่งสอนคนปากดีตรงหน้าให้หายแค้น
